ลิเวอร์พูลพันธุ์อังกฤษแท้

คือว่าเมื่อกี้ได้มีโอกาสได้ดูการแข่งขั้น ฟุตบอล เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ลิเวอร์พูล ชนะ เอฟเวอร์ตัน 2-1 ทำให้ผมมีความสุขมากเลยที่ ลิเวอร์พูล ได้เข้าชิง เอฟเอ คัพ
รายชื่อนักแตะลิเวอร์พูลที่ ลงสนามทั้งตัวจริงและตัวสำรอง
ตัวจริง :แบร๊ด โจนส์,เกล็น จอห์นสัน,มาร์ติน สเคอร์เทล,เจมี่ คาร์ราเกอร์,ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์,จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,เจย์ สเพียริง,สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง,สตีเว่น เจอร์ราร์ด,หลุยส์ ซัวเรซ,แอนดี้ แคร์โรลล์

สำรอง :ปีเตอร์ กูลาสชี่,โฆเซ่ เอ็นริเก้,มักซี่ โรดริเกซ,เดิร์ก เค้าท์,จอนโจ เชลวี่ย์,มาร์ติน เคลลี่,เคร็ก เบลลามี่

ดูจากรายชื่อนักเตะที่ลงสนามอาจจะไม่ใช้นักเตะชุดที่ดีที่สุดลงสนาม เพราะมีนักเตะที่บาดเจ็บและโดนแบบ อยู่หลายคนเหมือกันกันเช่น ลูคัส เลวา ,ชาร์ลี อดัม , เปเป เรนา, อเล็กซานเดอร์ โดนี
ถือว่าทำผลงานได้ดีที่เดี่ยวเมื่อทีมไม่มี เปเป เรนา ผู้รักษาประตูคนสำคัญ
แต่นักแเตะที่ลงสนามกับทำให้ผมเห็นสิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือการที่มีนักเตะ อังกฤษ ลงเล่นมากที่สุด
โดนนักนี้มีนักเตะสัญชาติอังกฤษลงเล่นเป็นตัวจริง ถึง 7 คน มี เกล็น จอห์นสัน,เจมี่ คาร์ราเกอร์,จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,เจย์ สเพียริง,สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง,สตีเว่น เจอร์ราร์ด,แอนดี้ แคร์โรลล์
และสำรองอีก 2 คน คือ จอนโจ เชลวี่ย์,มาร์ติน เคลลี่
รวมมีนักแตะอังกฤษทั้งหมด 9 คน จาก 18 คน ครึ่งต่อครึ่งเลยนะ ผิดจากชุดของ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่แทบจะไม่เหลือนักเตะอังกฤษเลย เป็นสิ่งที่น่ายินดีมากเลยนะ

Posted in อยากเขียน | Tagged , | Comments Off

แนะนำกิจกรรมที่จังหวัดฉะเชิงเทราจัดขึ้นในสัปดาห์แรกของเดือนสงการณ์

บทความนี้ไม่มีอะไรมากเลยพอดีผมเป็นคนจังหวัดฉะเชิงเทราเลยอยากจะเอากิจกรรมดีที่จะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จะมาถึงในไม่อีกกี่วันนี้ มีอยู่ 2 งานด้วยกัน
งานแรก งานย้อนอดีต 242 ปี พิธีอัญเชิญหลวงพ่อโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ครั้งที่ 2/2555งานจะจัดให้มีระหว่าง วันที่ 5-9 เมษายน 2555 นี้
โดยวันที่ 5 เมษายน จะมีพิธีอัญเชิญหลวงพ่อพุทธโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง เริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น.จากนั้นเวลา 18.00 น. พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ร่วมทำวัตร สวดมนต์ เจริญภาวนา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ , พร้อมทั้ง ชม แสงสี บริเวณรอบอุโบสถหลวงพ่อพุทธโสธร และเวลา 19.00 ชมการแสดงของนักเรียนและโขนหญิงราชสำนักฯ จากวิทยาลัยนาฏศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม และ ในทุกวันของงาน เวลา 16.00 น.พระสงฆ์ 100 รูปร่วมเจริญพระพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตนสูตร จังหวัดฉะเชิงเทรา นำโดยนายเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราจึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมงาน ย้อนอดีต 242 ปี พิธีอัญเชิญหลวงพ่อพุทธโสธรขึ้นจากแม่น้ำบางปะกง ณ บริเวณแม่น้ำบางปะกง วัดโสธรวรารามวรวิหาร วันที่ 5 เมษายน 2555 ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไปซึ่งนอกจากจะได้ร่วมงานที่ยิ่งใหญ่แล้ว ยังได้ขอพรพระศักดิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต อีกด้วย

งานที่สอง คือ งานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 42 ระหว่าง วันที่ 2-12 เมษายน 2555
จังหวัดฉะเชิงเทราถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงที่มีคุณภาพของประเทศไทย เนื่องจากมีรสชาติดีมีคุณภาพมาตรฐาน ปลอดภัยจากสารเคมี จึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะสามารถส่งผลผลิตมะม่วงจำหน่ายประเทศญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยจังหวัดฉะเชิงเทรา ถือเป็นแหล่งเพาะปลูกมะม่วงที่สำคัญในภาคตะวันออก สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้มีการพัฒนาผลผลิตมะม่วงพืชผลทางการเกษตรและของดีเมืองแปดริ้วให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น พร้อมเป็นการส่งเสริมด้านการตลาดให้เกษตรกรได้นำผลผลิตที่มีคุณภาพดีออกจำหน่ายให้กับประชาชนโดยตรงในราคายุติธรรม และเผยแพร่ชื่อเสียงมะม่วง ของดีจังหวัดฉะเชิงเทราให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง รวมถึงการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดฉะเชิงเทราอีกด้วย ซึ่งภายในงานยังมีกิจกรรมต่างๆ มากมายที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าชมงานไม่ว่าจะเป็นการจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร การจัดนิทรรศเกี่ยวกับมะม่วงเพื่อการส่งออก และการประกวดผลผลิตทางการเกษตร การประกวดมะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์การเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ยังมีการประกวดข้าวเหนียวมูน การประกวดปลากัดและการประกวดส้มตำมะม่วงโดยทีมแม่บ้านจากอำเภอต่างๆ มาร่วมโชว์ลีลาการตำมะม่วงเพื่อประชันความอร่อยอีกด้วย และที่พลาดไม่ได้สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นั่นคือ การออกร้านจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรและของดีขึ้นชื่อของเมืองแปดริ้วให้ผู้เข้าร่วมงานได้เลือกซื้อเลือกชิมกันอย่างจุใจอีกด้วย
จังหวัดฉะเชิงเทราจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป เที่ยวชมงานวันมะม่วงและของดีเมืองแปดริ้ว ครั้งที่ 42 ประจำปี 2555 เพื่อร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในจังหวัดฉะเชิงเทราให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายต่อไป พร้อมทั้งเลือกชม ชิม และซื้อ ผลผลิตมะม่วง ผลผลิตทางการเกษตร และการแปรรูป สินค้าวิสาหกิจชุมชน พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ รวมทั้งสินค้าที่เป็นของฝากของดีเมืองแปดริ้ว ระหว่างวันที่ 2-12 เมษายน 2555 ณ บริเวณลานจอดรถปั้นทรายโลก (ติดห้างบิ๊กซี 2 ) อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ข้อมูลที่เอามาลงมาจากเว็บจังหวัดฉะเชิงเทรา http://www.chachoengsao.go.th

http://www.tiewpakklang.com/index.php?id=1104

http://thainews.prd.go.th/

Posted in อยากเขียน | Tagged , | Comments Off

ยินดีที่ไม่รู้จัก วง 25 hours

อันนี้ไม่มีอะไรมากหรอกพอดีได้ไปฟัง เพลง ยินดีที่ไม่รู้จัก 25 hours in Big Mountain Music Festival -บน YouTube แล้วเกิดอาการชอบมากๆเลย ท่านอาจจะคิดว่าผมบ้าหรือเปล่าก็เพลงนี้มันดังมากๆๆมานานแล้วตั้งแต่ที่หนังเรือง กวน มึน โฮ กำลังออกฉาย แต่ผมว่าเพลงนี้ยังใช้ได้ตลอดเลย รู้เปล่าทำไหม ก็เพราะคนเราทุกวันนี้จะรู้จักกันบนโลกออนไลน์ซะมากกว่าที่จะได้พบได้เจอกันตัวเป็นๆเลย ก็น่าจะเหมือนกับในหนังอะ เลยเอาเนื้อเพลง และ คลิปคอนเสิร์ต เพลง ยินดีที่ไม่รู้จัก ของวง 25 hours ในงาน Big Mountain Music Festival 2011
ยินดีที่ไม่รู้จัก

ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ไม่รู้ว่าฉันเป็นใคร
ไม่รู้ว่าโลกความจริง ของเรานั้นเป็นอย่างไร
สิ่งที่สำคัญที่สุด อาจไม่สำคัญเท่าไร
เท่าวันที่เราได้เจอ ได้คุยได้อยู่ใกล้กัน

ให้เธอลืมโลกที่กว้างใหญ่
ลืมมันไปให้เหลือแค่เพียงเรา
เก็บทุกความสุข ให้เหมือนวันสุดท้าย

ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่รู้ว่ารักก็พอใจ
แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม
แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ที่สุดแล้ว

ปล่อยใจให้ล่องลอยไป ปล่อยตัวให้ทำตามใจ
ปล่อยมันให้เป็นไปเอง ไม่ต้องคาดหวังอะไร
ไม่มีที่เรียกว่าผิด ถ้าเราไม่คิดอะไร
ให้เธอได้ทำทุกสิ่ง ที่เธอต้องการสักวัน

ให้เธอลืมโลกที่กว้างใหญ่
ลืมมันไปให้เหลือแค่เพียงเรา
เก็บทุกความสุข ให้เหมือนวันสุดท้าย

ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่รู้ว่ารักก็พอใจ
แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม
แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ที่สุดแล้ว

ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่รู้ว่ารักก็พอใจ
แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม
แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ที่สุดแล้ว

ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก แค่รู้ว่ารักก็พอใจ
แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม
แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ที่สุดแล้ว

Posted in อยากเขียน | Tagged , | Comments Off

พิธีการทอดผ้าป่า

พอดีข่วงนี้ตามวัดต่าง ในต่างจังหวัดจะจัดงานประจำปีขึ้น และก็จะมีการทอดผ้าป่าด้วยเล่นต้องมาหาข้อมูลซะหน่อยว่าเขามีประวัติมายังไง และในพีธีการจำทำกันอย่างไร

๏ ประเพณีการทอดผ้าป่า

การทอดผ้าป่า เป็นประเพณีการทำบุญอีกอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชน คล้ายกับการทอดกฐิน แต่ไม่มีกำหนดระยะเวลาจํากัด คือสามารถทำได้ทุกฤดูกาล ไม่จำกัดเวลา คือทำได้ตลอดทั้งปี และวัดหนึ่งๆ ในแต่ละปีจะจัดให้มีการทอดผ้าป่ากี่ครั้งก็ได้เช่นกัน ผู้ปรารถนาจะทำเมื่อไรย่อมทำได้ตามกำลังศรัทธา ซึ่งอาจจะผสมผสานหรือผนวกเข้ากับเทศกาลประเพณีประจำท้องถิ่นอื่นๆ ก็ได้ อีกทั้ง ยังไม่เจาะจงเกี่ยวกับพระภิกษุที่จะรับผ้าป่าแต่อย่างใด

๏ ผ้าป่าคืออะไร ?

คำว่า “ผ้าป่า” มีชื่อเรียกตามภาษาบาลีว่า “ปังสุกุละ” ภาษาไทยใช้คำว่า “บังสุกุล” หมายถึง ผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน หรือผ้าที่ประชาชนเขาไม่ใช้แล้วนำไปทิ้งที่กองขยะ หรือผ้าที่เขาใช้ห่อศพแล้วนำไปทิ้งไว้ในป่าช้า

พระภิกษุที่ต้องการผ้ามาทำจีวรผลัดเปลี่ยน ก็ต้องไปหาผ้าบังสุกุล พอพบแล้วท่านก็จะชักผ้าบังสุกุลนั้นว่า “อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ” แปลว่า “ผ้าบังสุกุลผืนนี้เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า” แล้วนำผ้านั้นมาซัก ตัด เย็บ ย้อมทำเป็นจีวร เรียกว่า “บังสุกุลจีวร”

ผ้าป่าหรือผ้าบังสุกุล มี ๑๐ ประเภท ได้แก่
ผ้าที่ตกที่ป่าช้า ๑
ผ้าที่ตกที่ตลาด ๑
ผ้าที่หนูกัด ๑
ผ้าที่ปลวกกัด ๑
ผ้าที่ถูกไฟไหม้ ๑
ผ้าที่วัวกัด ๑
ผ้าที่แพะกัด ๑
ผ้าห่มสถูป ๑
ผ้าที่เขาทิ้งในที่อภิเษก ๑
ผ้าที่เขานำไปสู่ป่าช้าแล้วนำกลับมา ๑

๏ ประวัติความเป็นมา

ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดายังมิได้ทรงอนุญาตให้พระภิกษุทั้งหลายรับ คฤหบดีจีวร คือจีวรที่ชาวบ้านถวายโดยเฉพาะ พระภิกษุเหล่านั้นจึงต้องเที่ยวเก็บผ้าบังสุกุลที่เขาทิ้งแล้ว เช่น ผ้าเปรอะเปื้อน ที่ชาวบ้านไม่ต้องการนำมาทิ้งไว้ ผ้าห่อศพ ฯลฯ เมื่อรวบรวมผ้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยพอแก่ความต้องการแล้ว จึงนำมาซักทำความสะอาด ตัด เย็บ ย้อม เพื่อทำเป็นจีวร สบง หรือสังฆาฏิ ผืนใดผืนหนึ่ง ทั้งนี้ การทำจีวรของพระภิกษุในสมัยพุทธกาล ค่อนข้างยุ่งยากและเป็นงานใหญ่ ดังที่กล่าวไว้แล้วในเรื่องพิธีทอดกฐิน

ภายหลังที่มีพระพุทธานุญาตให้พระสงฆ์อุปสมบทแก่กุลบุตรกุลธิดา ที่มีศรัทธาปสาทะจะปฏิบัติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนานี้เพื่อการพ้นทุกข์ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุผู้ให้อุปสมบท บอกนิสสัย ๔ (คือปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต มี ๔ อย่าง) แก่ผู้ขออุปสมบท ที่เกี่ยวกับผ้าบังสุกุลนี้อยู่ในข้อที่ ๒ ดังนี้

๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำอุตสาหะในข้อนั้นจนตลอดชีวิต อดิเรกลาภ คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าเจือกัน (เช่นผ้าด้ายแกมไหม)

ฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าพระสงฆ์ย่อมต้องอาศัยผ้าบังสุกุลเพื่อใช้นุ่งห่มจนตลอดชีวิต ผ้าบังสุกุลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับพระสงฆ์ ในสมัยพุทธกาลก็มีการทอดผ้าบังสุกุล ผู้ทอดผ้าบังสุกุลเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง ความปรากฏในธัมมปทัฏฐกถา ดังนี้

ในวันหนึ่ง พระเทพธิดาถวายผ้าแก่พระอนุรุทธเถระ ผู้มีจีวรเก่าแล้วและเที่ยวแสวงหาจีวรในที่ทั้งหลาย มีกองหยากเยื่อเป็นต้น หญิงภรรยาเก่าของพระเถระนั้นในอัตภาพที่ ๓ แต่อัตภาพนี้ได้เกิดเป็นเทพธิดาชื่อ ชาลีนี ในดาวดึงส์ภพ นางชาลินีเทพธิดานั้น เห็นพระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่ จึงถือผ้าทิพย์ ๓ ผืน ยาว ๑๓ ศอก กว้าง ๔ ศอก แล้วคิดว่า “ถ้าเราจักถวายโดยทำนองนี้ พระเถระจักไม่รับ” จึงวางผ้าไว้บนกองหยากเยื่อแห่งหนึ่งข้างหน้าของพระเถระนั้น ผู้แสวงหาท่อนผ้าทั้งหลายอยู่ โดยอาการที่เพียงชายผ้าเท่านั้นจะปรากฏได้ พระเถระเที่ยวแสวงหาท่อนผ้าอยู่โดยทางนั้น เห็นชายผ้าของท่อนผ้าเหล่านั้นแล้ว จึงจับที่ชายผ้านั้นนั่นแลฉุดมาอยู่ เห็นผ้าทิพย์มีประมาณดังกล่าวแล้ว ถือเอาด้วยคิดว่า “ผ้านี้เป็นผ้าบังสุกุลอย่างอุกฤษฏ์หนอ” ดังนี้แล้วหลีกไป

ต่อมา ครั้นชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาทั้งหลายเห็นความยากลำบากของพระภิกษุสงฆ์ ต้องการจะนำผ้ามาถวาย แต่เมื่อยังไม่มีพุทธานุญาตโดยตรง จึงนำผ้าอันสมควรแก่สมณบริโภค ไปทอดทิ้งไว้ ณ ที่ต่างๆ เช่น ตามป่า ป่าช้า หรือข้างทางเดิน หรือแขวนไว้ตามกิ่งไม้ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์สะดวกในการแสวงหาผ้าบังสุกุล เมื่อพระภิกษุสงฆ์มาพบ เห็นว่าเป็นผ้าที่ผู้เป็นเจ้าของทอดอาลัยแล้ว ก็นำเอามาทำเป็นผ้าจีวร ด้วยเหตุนี้กระมังจึงเรียกผ้าในลักษณะนี้ว่า “ผ้าป่า” (ผ้าที่ชาวบ้านนำไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าหรือผ้าที่ห่อศพอยู่ในป่าช้า)

แม้ในการทำบุญงานศพ ยังนิยมเอาผ้าไปทอดที่หีบศพ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ชักผ้านั้น เรียกว่า ชักผ้าบังสุกุล ถ้าหากมีการทอดผ้าจำนวนมาก ก็ยังนิยมเอาสายสิญจน์ผูกที่หีบศพ และยังโยงสายสิญจน์นั้นมาวางที่หน้าพระภิกษุสงฆ์ และทอดผ้าไว้บนสายสิญจน์เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์ชักผ้านั้น ก็เรียกว่าชักผ้าบังสุกุล

ครั้นพระพุทธศาสนาแพร่หลายมากขึ้น หมอชีวกโกมารภัจ ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนที่สำคัญและเคร่งครัดมากผู้หนึ่ง ท่านเป็นทั้งหมอหลวงประจำราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าแผ่นดินแห่งมคธรัฐ และเป็นหมอที่เคยถวายการรักษาพระพุทธเจ้าและพระสาวก

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่รักษาอาการประชวรของพระเจ้าจัณฑปัชโชต แห่งกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตี จนหายเป็นปกติดีแล้ว ได้รับพระราชทานรางวัลเป็นผ้าเนื้อสีทองอย่างดีสองผืน จากแคว้นกาสี ซึ่งเป็นผ้าเนื้อละเอียดมาก คนธรรมดาไม่มีโอกาสได้ใช้ผ้าเช่นนี้นอกจากพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ท่านหมอคิดว่า ผ้าเนื้อดีอย่างนี้ไม่สมควรที่ตนจะใช้สอย เป็นของสมควรแก่พระบรมศาสดาหรือพระมหากษัตริย์ จึงได้น้อมนำผ้านั้นไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนที่จะถวายได้กราบทูลขอพรว่า “ขอให้ภิกษุรับคฤหบดีจีวรได้” พระพุทธองค์ประทานอนุญาตให้ตามที่ขอ

การที่หมอชีวกโกมารภัจได้พิจารณาเรื่องจีวรของพระภิกษุแล้ว กราบทูลขอพรเช่นนั้น ก็เพราะแต่ก่อนนั้นพระภิกษุใช้สอยแต่ผ้าบังสุกุล จะไม่รับผ้าที่ชาวบ้านถวาย ท่านหมอเห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ในเรื่องนี้ จึงกราบทูลขอพร และได้เป็นผู้ถวายเป็นคนแรก แม้พระพุทธองค์จะทรงอนุญาตตามที่หมอชีวกโกมารภัจ กราบทูลขอ แต่ก็ยังมีพุทธดำรัสตรัสว่า “ถ้าภิกษุปรารถนาจะถือผ้าบังสุกุลก็ให้ถือ ปรารถนาจะรับคฤหบดีรจีวรก็ให้รับ” และได้ตรัสสรรเสริญความสันโดษคือความยินดีตามมีตามได้

พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา และอนุโมทนาบุญแก่หมอชีวกโกมารภัจ ผู้ถวายผ้านั้น เมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว หมอชีวกโกมารภัจ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมดำรงอยู่ในอริยภูมิคือ พระโสดาบัน

ดังนั้น การนำผ้าไปทอดไว้ในป่าอย่างแต่ก่อน จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นการนำผ้าป่าที่มีลักษณะดีกว่าไปถวายโดยตรง หรือถ้ายังประสงค์จะรักษาประเพณีทอดผ้าป่า หรือประเพณีที่ให้พระภิกษุถือเอาเฉพาะผ้าบังสุกุลไว้ด้วย ก็นำไปทอดไว้ใกล้ๆ สถานที่ที่พระภิกษุอาศัยอยู่ เช่น วัดวาอาราม จนกระทั่งกลายมาเป็นประเพณีนำผ้าสำเร็จรูป เป็นสังฆาฏิ จีวร สบง ผืนใดผืนหนึ่ง หรือทั้งสามผืน ที่เรียกว่าไตรจีวร พร้อมด้วยเครื่องบริวารไปทอดเป็นการกุศลสืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้ พิธีการทอดผ้าป่าก็มีความเป็นมาด้วยประการละฉะนี้

สำหรับในเมืองไทย พิธีทอดผ้าป่าได้รับการรื้อฟื้นขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ด้วยทรงพระประสงค์จะรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีในทางพระศาสนา

๏ ประเภทของผ้าป่า

ความจริงแล้ว การทอดผ้าป่ามีอยู่อย่างเดียวคือ การนำผ้าไปทิ้งไว้ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันนิยมทำในรูปแบบต่างๆ แตกต่างกันไป จึงมีชื่อเรียกเป็น ๓ อย่าง คือ

(๑) ผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน
(๒) ผ้าป่าโยงกฐิน
(๓) ผ้าป่าสามัคคี

(๑) ผ้าป่าหางกฐิน ได้แก่ ผ้าป่าที่เจ้าภาพจัดให้มีขึ้นต่อจากการทอดกฐิน คือเมื่อทำพิธีทอดกฐินเสร็จแล้ว ก็ให้มีการทอดผ้าป่าด้วยเลย จึงเรียกว่าผ้าป่าหางกฐิน หรือผ้าป่าแถมกฐิน

(๒) ผ้าป่าโยง ได้แก่ ผ้าป่าที่จัดทำรวมๆ กันหลายกอง นำบรรทุกเรือแห่ไปทอดตามวัดต่างๆ ที่อยู่ริมแม่นํ้า จึงเรียกว่าผ้าป่าโยง จะมีเจ้าภาพเดียวหรือหลายเจ้าภาพก็ได้

(๓) ผ้าป่าสามัคคี ได้แก่ ผ้าป่าที่มีการแจกฎีกาบอกบุญไปตามสถานที่ต่างๆ ให้ร่วมกันทำบุญแล้วแต่ศรัทธา โดยจัดเป็นกองผ้าป่ามารวมกัน จะเป็นกี่กองก็ได้ เมื่อถึงวันทอดจะมีขบวนแห่ผ้าป่ามารวมกันที่วัดอย่างสนุกสนาน บางทีจุดประสงค์ก็เพื่อร่วมกันหาเงินสร้างถาวรวัตถุต่างๆ เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ และอื่นๆ ฯลฯ

ImageImage

๏ ผู้ประสงค์จะทอดผ้าป่าจะทำอย่างไร

การจองผ้าป่า

สำหรับการจองผ้าป่านั้น ให้ผู้เป็นเจ้าภาพไปแจ้งความประสงค์แก่เจ้าอาวาส ที่ต้องการจะนำผ้าป่ามาทอด เรียกว่า เป็นการจองผ้าป่า เมื่อกำหนดเวลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ทำการตั้งองค์ผ้าป่า ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะต้องมีก็คือ

๑. ผ้า
๒. กิ่งไม้สำหรับพาดผ้า
๓. ให้อุทิศถวายไม่เจาะจงพระรูปใดรูปหนึ่ง

การตั้งองค์ผ้าป่า

เจ้าภาพองค์ผ้าป่าจะจัดหาผ้าสำหรับพระภิกษุมาผืนหนึ่ง อาจเป็นสบง จีวร สังฆาฏิ หรือทั้ง ๓ อย่าง แล้วแต่ศรัทธาเพราะไม่มีข้อกำหนด นำกิ่งไม้หนึ่งกิ่งไปปักไว้ในภาชนะขนาดพอสมควร เช่น โอ่ง กระถัง เป็นต้น เพื่อให้กิ่งไม้อยู่คงที่ไม่เอนไปเอนมา โดยจะใช้เป็นที่พาดผ้าป่า และใช้สำหรับนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จะถวายพระ เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ผ้าอาบนํ้าฝน สมุด ดินสอ อาหารแห้ง ฯลฯ ใส่ในภาชนะนั้น สำหรับเงินหรือปัจจัยปกตินิยมเสียบไว้กับต้นกล้วยเล็กๆ ในกองผ้าป่านั้น

วันงานทอดผ้าป่า

ในสมัยโบราณ ไม่มีต้องจองผ้าป่า เมื่อเจ้าภาพนำองค์ผ้าไปถึงแล้ว ก็จุดประทัดหรือส่งสัญญาณด้วยวิธีหนึ่ง ให้พระท่านรู้ว่ามีผ้าป่า เป็นอันเสร็จพิธี หรือจะอยู่รอให้พระท่านมาชักผ้าป่าด้วยก็ได้

แต่ในปัจจุบัน การทอดผ้าป่านับว่าเป็นงานค่อนข้างใหญ่ ต้องมีการจองผ้าป่าเพื่อแจ้งให้ทางวัด ทราบหมายกำหนดการ จะได้จัดเตรียมการต้อนรับ เมื่อถึงกำหนดก็จะมีการแห่แหนองค์ผ้าป่ามาด้วยขบวนเถิดเทิงกลองยาวหรือแตรวง เป็นที่ครึกครื้น สนุกสนาน ยิ่งถ้าเป็นผ้าป่าสามัคคีต่างเจ้าภาพ ต่างแห่มาพบกันที่วัด จนกลายเป็นมหกรรมย่อยๆ มีการละเล่นพื้นบ้าน หรือร่วมร้องรำทำเพลง ร่วมรำวง กันเป็นที่สนุกสนาน บางทีก่อนวันทอดก็จะให้มีมหรสพฉลองที่บ้านของเจ้าภาพ

๏ ลำดับการทอดผ้าป่า

การทอดผ้าป่า เมื่อถึงวัดที่จะทอดแล้วก็จัดสถานที่ตั้งองค์ผ้าป่าและเครื่องบริวาร เช่น จัดตั้งไว้ข้างพระอุโบสถ เพื่อจะได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย เมื่อจัดตั้งโดยนำผ้าป่าไปวางต่อหน้าภิกษุสงฆ์เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากไม่มีพระภิกษุมาชักผ้าบังสุกุลในขณะนั้น ก็ไม่ต้องกล่าวคำถวาย แต่ถ้ามีพระสงฆ์รูปหนึ่งผู้ได้รับฉันทานุมัติจากหมู่สงฆ์ ลุกขึ้นเดินถือตาลปัตรมาชักผ้าบังสุกุลที่องค์ผ้าป่า เจ้าภาพและผู้ร่วมทอดผ้าป่าด้วยกัน ก็กล่าวคำถวายผ้าป่าพร้อมๆ กันดังนี้

คำบาลีถวายผ้าป่า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อิมานิ มะยัง ภันเต ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ภิกขุสังฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ อิมานิ ปังสุกูละจีวะรานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ

คำแปล

ข้าพเจ้าขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น (๓ จบ)

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตลอดกาลนานเทอญ

เมื่อกล่าวคำถวายจบแล้ว พระสงฆ์ผู้ที่ได้รับฉันทานุมัติจากหมู่สงฆ์มาชักผ้าบังสุกุล และไวยาวัจกรของวัดจะมารับต้นผ้าป่าและเครื่องบริวารอื่นๆ ตลอดจนเงินหรือปัจจัยด้วย โดยพระสงฆ์รูปนั้นก็กล่าวคำปริกรรมว่า

“อิมัง ปังสุกุละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ”

แปลเป็นใจความได้ว่า

“ผ้าบังสุกุลผืนนี้เป็นผ้าที่ไม่มีเจ้าของหวงแหน ย่อมตกเป็นของข้าพเจ้า”

ต่อจากนั้นพระสงฆ์จึงสวดอนุโมทนาในผลบุญ เจ้าภาพและผู้ร่วมทอดผ้าป่าด้วยกัน ต่างก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพพการี เป็นต้น ก็เป็นอันเสร็จพิธีการทอดผ้าป่าเพียงนี้

ข้อสำคัญในการทอดผ้าป่าคือ การทอดผ้าป่านั้นไม่เป็นการถวายแก่พระภิกษุที่เฉพาะเจาะจง ถ้านำไปถวายเฉพาะเจาะจงพระภิกษุรูปนั้นรูปนี้ก็ไม่เป็นการทอดผ้าป่า คือไม่ใช่ทอดผ้าป่าบังสุกุล

สำหรับในกรณีที่ไม่มีพระภิกษุมาชักผ้าบังสุกุล เมื่อจัดตั้งองค์ผ้าป่าและบริวารในสถานที่เหมาะแล้ว ก็ให้สัญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้ทราบว่ามีผ้าป่ามาทอดที่วัด แล้วก็หลีกไป

๏ อานิสงส์ของการทอดผ้าป่า

๑. เป็นการสงเคราะห์พระสงฆ์ให้สะดวกด้วยปัจจัยสี่ หรือสิ่งที่จำเป็นในการครองสมณเพศ มีจีวร หรือผ้านุ่งห่ม เป็นต้น

๒. เป็นการช่วยเหลือทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระสงฆ์ได้รับความสะดวกตามสมควรก็จะได้เป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

๓. ได้ชื่อว่าเป็นการถวายทานแด่ท่านผู้ทรงศีล ซึ่งนับเป็นการบูชาท่านผู้ทรงศีล-บูชาท่านผู้ควรบูชา และเป็นทานที่มีคุณค่าสูง

๔. เป็นการอบรมจิตใจของผู้บริจาคให้มีการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม คือ พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นหลักทางจิตใจของประชาชนในชาติสืบไป

๕. เป็นการส่งเสริมความมีสามัคคีธรรมของหมู่คณะ

๖. เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีความมั่นคง เป็นปึกแผ่นสืบไป

……………………………………………..

รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก ::
1. http://www.poonporn.com/
2. http://www.watphrabuddhabat.com/

ที่มา http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=12315

Posted in อยากเขียน | Tagged | Comments Off

คนหนึ่งคนจะทำอะไรได้ ปลุกพลังบวกในตัวคุณ

พอดีได้ดูโฆษณา “ปลุกพลังบวกในตัวคุณ” เลยรู้สึกชื่นชอบแนวความคิดในโฆษณามาเลย เพราะผมเป็นคนนึงที่สอนในตัวเองเป็นคนคิดบวก และยังสอนคนรอบข้างให้คิดบวกด้วย ก็การคิดบวกมันมีข้อดีอยู่ ที่ผมเห็นแน่นอนเลยคื่อ “ทำให้เรามีกำลังใจ” ถ้าเราไม่มีกำลังใจในการทำอะไรสักอย่างนึงนั้นจะทำให้เราไม่มีแรงทำ สมองไม่คิด ผลที่ออกมาก็ไม่ดี
โฆษณา “ปลุกพลังบวกในตัวคุณ” จึงเป็นโฆษณาที่สร้างกำลังใจสำหรับคนที่กำลังท้อแท้อย่างมากเลยที่เดียว
ข้อความข้างล่างผมถอดมาจาก โฆษณา (มีบ้างอันฟังแล้วไม่เข้าใจว่าพูดอะไร)

คนหนึ่งคนจะเปลี่ยนอะไรได้…เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความเชื่อ เปลี่ยนกระแส เปลี่ยนนิสัย เปลียนพฤติกรรม
คนหนึ่งคนจะสร้างอะไรได้…สร้างศรัทธา สร้างแรงบันดาญใจ สร้างวัฒนธรรมใหม่ สร้างพฤติกรรมใหม่ สร้างปฏิหาร
คนหนึ่งคนจะทำอะไรได้…คนนึงคนทำได้มากกว่าค่อยวิจารณ์ คนนึงคนเลิกท้อแท้ละท้อถอยได้ คนนึงคนเริ่มฟังด้วยสติได้ คนนึงคนคิดด้วยสติ ทำทุกอย่างด้วยสติ คนนึงคนร่วมพลังกับคนอื่นได้
คนหนึ่งคนจะพลิกอะไรได้…พลิกประวัติศาสตร์ พลิกสิ่งที่ผิดพาด พลิกความแตกแยก พลิกความเชื่อผิดๆ พลิกลบให้เป็นบวก

คนหนึ่งคนทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ถ้าลงมือทำ…เราเริ่มต้นที่ตัวเองได้ ปฏิวัติตัวเองก่อน เริ่มแก้ไขที่ตัวเองได้ เปลี่ยนที่วิธีคิดของตัวเราเองก่อน เริ่มต้นที่ตัวเอาสำคัญที่สุด เราต้องรู้จักรักคนอื่นก่อน ไม่ได้หวังผลตอบแทน เราทำด้วยใจ เอาผลประโยชน์ของส่วนร่วมมาเป็นที่ตั้ง ช่วยคนแก่ข้ามถนน ปลุกบ้านมาส่งรอยยิ้ม เริ่มจากตัวเราเองก่อนเลย ต้องไม่เอาตัวเองไปตัดสินคนอื่น เริ่มต้นจากการรับฟังกันมากขึ้น อย่าไปท้อถอยกับปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ไม่งอมืองอเท้า สุจริตสู้ชีวิต เราต้องเริ่มที่ตัวเรา

ปลุกพลังบวกในตัวคุณ เปลี่ยนประเทศไทย

เครือข่ายพลังบวก http://www.facebook.com/PositiveNetwork
มาร่วมสร้างสังคมใหม่ เปลี่ยนประเทศไทยให้ดีกว่าเดิม

Posted in อยากเขียน | Tagged , | Comments Off

เด็กพร้อมใช้แท็บเล็ตหรือยัง

ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดงาน “อนาคตการศึกษาไทย”ว่า หลังจากนี้ศธ.จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการศึกษา โดยจะเริ่มจากการแจกคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต ให้แก่นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนในปีการศึกษา 2555 และในปีการศึกษา 2556 จะแจกให้แก่นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทุกคนด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาว่าหน่วยความจำของแท็บเล็ตที่จะให้นักเรียนมีมากเพียงพอหรือไม่ ที่จะให้เด็กได้โหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่นอกเหนือจากเนื้อหาในหนังสือเรียน เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ทุกเรื่องตลอดเวลา และตนอยากให้ทุกโรงเรียนมีการบรรจุเกมหมากรุกลงไปในแท็บเล็ตด้วย เหมือนกับโรงเรียนในต่างประเทศ เพราะจะทำให้เด็กคิดเป็น รู้จักการวางแผนแบบองค์รวม และการวางกลยุทธ์ต่างๆ โดยแท็บเล็ตจะให้เด็กยืมเรียน และสามารถนำกลับบ้านตลอด 1 ปีการศึกษา เพราะเด็กจะได้มีโอกาสหาความรู้ในช่วงหลังเลิกเรียนได้ รวมทั้งพ่อแม่ก็ใช้ได้ ขณะนี้ก็กำลังคิดอยู่ว่าเมื่อเด็กใช้เรียนครบ 3 ปีแล้วจะให้เด็กเป็นเจ้าของเครื่องเลยหรือไม่ อย่างไรก็ตามการที่เด็กมีเครื่องแท็บเล็ตใช้นั้น จะทำให้เด็กมีระเบียบวินัยมากขึ้น ไม่ออกไปเที่ยวเตร่นอกบ้าน เพราะจะสนใจแต่การเรียนในแท็บเล็ตเพียงอย่างเดียว

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หากงบประมาณที่จะใช้ในการจัดซื้อแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ป.1 ยังคงมีเหลือบ้างก็จะนำเงินในส่วนนี้ไปจัดซื้อแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ม.1 ในปีการศึกษา 2555 แต่จะเป็นเพียงการนำร่องในบางโรงเรียน ส่วนการจัดซื้อให้แก่นักเรียนชั้น ม.1 ทั้งหมดนั้น คงต้องมีการตั้งงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2556 อย่างไรก็ตามเรื่องการแจกแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ม.1 คงต้องรับฟังจาก นโยบายจากรมว.ศึกษาธิการอีกครั้งด้วย

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัด ศธ. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงการตั้งงบประมาณที่จะนำมาจัดหาแท็บเล็ตให้กับนักเรียนชั้น ม.1 ฉะนั้นต้องหารือกับหน่วยงานของศธ.ที่มีนักเรียนใน สังกัดอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ในส่วนของตนที่ดูแลสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย (กศน.) นั้นอาจจะให้กศน.จังหวัดปรับงบประมาณนำร่องจัดหาแท็บเล็ตให้ กับนักเรียน กศน.จังหวัดละ 10 เครื่องก่อนโดยอาจจะปรับจากงบประมาณปกติที่มีอยู่ อย่างไรก็ตามตนคิดว่าการจัดสรรแท็บเล็ตให้นักเรียนชั้นม.1นั้นคงไม่สามารถ จัดสรรได้ทั้งหมดอาจจะต้องนำร่องไปก่อน

อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังเสร็จสิ้นการประชุม ครม.ว่า การจัดซื้อแท็บเล็ตเพื่อแจกให้กับนักเรียน ป.1 นั้น ที่ประชุมยังไม่ได้มีการพิจารณา เนื่องจาก น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่าสาเหตุที่ ครม.ยังไม่ได้พิจารณานั้น ไม่มีปัญหาอะไร

วันที่ 5 มี.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรรมการนโยบายแท็บเล็ต ชุดที่ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ว่า ขณะนี้ ที่ประชุมมีมติเลือก บริษัท สโคป ทำข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลจีน (Government to Government) หรือ จีทูจี ตามนโยบายแจกแท็บเล็ตเด็กป.1 ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ในวันพรุ่งนี้ (6มี.ค.)

“หลังจากเซ็นสัญญาร่วมกันแล้ว บริษัท สโคป จะเร่งดำเนินการผลิต ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน โดยบริษัทผู้ผลิตจะทยอยส่ง ด้วยกำลังการผลิต 2.4 หมื่นเครื่องต่อวัน ทั้งนี้ จากการเดินทางไปตรวจสอบของคณะกรรมการ มั่นใจว่าโรงงานดังกล่าวจะสามารถผลิตแท็บเล็ตได้ตามจำนวนความต้องการของประเทศไทย โดยคาดว่าจะทันใช้ในช่วงเปิดเทอมเดือน พ.ค.นี้” รมว.ไอซีที กล่าว

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้เสนอบริษัทผู้ผลิตที่สามารถผลิตได้ตามสเปกที่กำหนด 4 บริษัท คือ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี บริษัท ทีซีแอล บริษัท ไฮเออร์ และบริษัท สโคป โดยวันที่ 3-4 มี.ค. 2555 ที่ผ่านมา คณะกรรมการชุดที่มี นายวรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวงไอซีที เป็นประธาน พร้อมคณะอีกกว่า 20 คน ได้เดินทางไปตรวจสอบรายละเอียดต่างๆ อาทิ สเปก และขั้นตอนการผลิต ที่โรงงานในประเทศจีน จึงมั่นใจว่า การเลือกบริษัทดังกล่าวจะไม่เกิดข้อผิดพลาดตามมา

สำหรับการจัดหาแท็บเล็ต 860,000 เครื่อง เบื้องต้นกำหนดราคาไว้ที่ 3,100 บาท/เครื่อง และราคาประกอบ 300 บาท รวมราคาทั้งสิ้น 3,400 บาท/เครื่อง แต่ยังไม่ใช่ราคาต่อรอง โดยงบประมาณเบื้องต้นอยู่ที่ 1,900 ล้านบาท โดยเป็นงบประมาณจัดสรรของปี 2555 หากไม่พอสามารถของบประมาณเพิ่มเติมได้ ส่วนสเปกของแท็บเล็ตเด็กป.1 ที่ภาครัฐกำหนดไว้คือขนาดจอแสดงผลขั้นต่ำ 7 นิ้ว ความละเอียดขั้นต่ำ 1024×768 พิกเซล หน่วยบันทึกข้อมูลนั้นขนาดไม่น้อยกว่า 16 กิกะไบท์ หน่วยประมวลผลกลางไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิร์ตซ และเป็นสถาปัตยกรรมแบบ Dual Core และหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบท์ ระบบปฏิบัติการนั้นต้องออกแบบมาเฉพาะแท็บเล็ต หรือเป็นระบบ แอนดรอยด์ 3.2) Linux Kernel 2.6.36 ขึ้นไป และรองรับ Android 4.0 (Ice Cream Sandwich) Linux Kernel 3.0.1 ได้


เด็กป.1 มีความจำเป็นมากขนาดนั้นหรือที่ต้องมีแท็บเล็ตไว้ใช้ในการเรียน ผมว่าเด็กระดับนี้ไม่ควรจะใช้ของที่เป็นเทคโนโลยีมากเลย ก็ขนาดพอแม่บ้างคนยังไม่ให้ลูกดูโทรทัศน์เลย ก็เพราะว่าเคยมีผลวิจัยว่าถ้าดูโทรทัศน์ในตอนเด็กยังเล็กอยู่จะทำให้ความจำสั้น แล้วเอามาให้เด็กใช้จะไม่ให้เด็กได้ใช้สมองจำบางเลย แล้วอีกอย่างร่างกายเด็กพร้อมใช้หรือยัง เด็กก็ยังต้องโต ต้องมีชีวิตการเล่นแบบเด็กๆบ้าง แล้วครูที่สอนมีความพร้อมในการสอนบ้างเปล่า เครื่องพังซ่อมยังไง เด็กทำพังจะทำไง เครื่องหาย ?
ผมว่าเด็กและอาจารย์ที่พร้อมจะรับน่าจะเป็นระดับ ม.1 มากว่า ป.1 มันเด็กเกินไป

Posted in อยากเขียน | Tagged , | Comments Off

รักไต ใส่ใจสุขภาพ

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” ในวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม 2555 เวลา 10.00 น. – 16.00 น. ณ ล็อบบี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สุขุมวิท 3 เนื่องในวันไตโลกปี พ.ศ. 2555 นี้

ทางโรงพยาบาลฯ ร่วมรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และตื่นตัวในการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันการเกิดโรคไต และขอเชิญร่วมบริจาคไตเพื่อให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยไตเรื้อรัง พร้อมตรวจสุขภาพเบื้องต้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ประเมินความเสี่ยงการเป็นโรคไต รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคไต โภชนาการ การออกกำลังกายและการใช้ยา พร้อมรับฟังการเสวนาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคไต เรื่อง “รักไต ใส่ใจสุขภาพ” การดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเกิดโรคไต โดย นพ. สิร สุภาพ และเรื่อง “บริจาคไต ให้ชีวิตใหม่ 2 ชีวิต” การได้รับโอกาสที่จะได้ชีวิตใหม่ของผู้ป่วยโรคไตระยะสุดท้าย โดย ผศ.พญ. เสาวลักษณ์ ชูศิลป์ ร่วมกับผู้ป่วยซึ่งผ่านการปลูกถ่ายอวัยวะและผู้บริจาคอวัยวะ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2667-2000.

Posted in อยากเขียน | Tagged | Comments Off

ช่วงโมงศึกษาดาวอังคารมาแล้ว

รายงานข่าวจากสมาคมดาราศาสตร์ไทยแจ้งว่า ปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลก ประมาณ 0.67 หน่วยดาราศาสตร์ (เอยู) แต่ละหน่วยมีค่า 149.6 ล้านกิโลเมตร หรือห่างราว 100 ล้าน กม. จะเกิดขึ้นอีกครั้ง คืนวันที่ 5-6 มี.ค.55 สามารถชมได้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค. และสมาคมจะตั้งกล้องโทรทรรศน์ให้ชมช่วงค่ำ พร้อมกับจัดบรรยายความรู้เกี่ยวกับดาวดวงนี้ ในวันที่ 3 มี.ค.เวลา 16.00 น.โดยนายอารี สวัสดี นายกสมาคม ที่ที่ทำการสมาคม ชั้น 1 อาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ถนนสุขุมวิท เอกมัย

น.ส.ประพีร์ วิราพร เลขาธิการสมาคม กล่าวว่าครั้งนี้ดาวอังคารโคจรในกลุ่มดาวจักรราศีสิงห์ ในทางดาราศาสตร์ไม่มีความหมายถึงผลกระทบใดต่อโลก การเข้าใกล้โลก เป็นเพราะดาวอังคาร ซึ่งอยู่ลำดับที่ 4 โคจรรอบดวงอาทิตย์อยู่ในทิศทางตรงข้าม จึงทำให้เห็นได้ชัดเป็นสีแดงด้วยตาเปล่า ตั้งแต่วันที่ 2-3 มี.ค.โดยดูได้ทางทิศตะวันออกหลังดวงอาทิตย์ตก ในระดับ 30 องศา แต่การตั้งกล้องโทรทรรศน์เพื่อให้ผู้สนใจทางดาราศาสตร์ได้ชมขั้วน้ำแข็งของดาวอังคาร ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูหนาว

เลขาธิการสมาคมดาราศาสตร์ไทยกล่าวว่า การที่สมาคมให้ความสนใจกับดาวอังคาร เพราะเป็นดาวที่มีลักษณะคล้ายโลก มีแกนเอียง 24 องศา และฤดูกาลคล้ายกัน ขั้วน้ำแข็งที่เห็นจะอยู่ทางเหนือ โดยน้ำแข็งบนดาวอังคารมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือน้ำแข็งแห้ง มีน้ำในสัดส่วนน้อยกว่า ซึ่งองค์การอวกาศสหรัฐหรือนาซา ได้ติดตามสำรวจมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่ละทิ้งแม้แต่โครงการเดียวเพราะถือเป็นแหล่งใหม่ที่ต้องค้นหา ทั้งมีแผนจะส่งมนุษย์ลงไปเก็บตัวอย่างหินในอนาคตอันใกล้หลังจากส่งหุ่นยนต์ติดกล้องลงไปสำรวจมาแล้ว และที่ผ่านมาเมื่อพบร่องหลุมต่างๆ ก็ให้ข้อมูลกับประเทศต่างๆ พร้อมกับขอให้ทุกประเทศตั้งชื่อหลุมที่พบ โดยไทยได้ใช้ชื่ออำเภอต่างๆ ตั้งให้กับหลุมนั้นๆกว่า 10 จุด เช่น จัตุรัส มาจากอ.จตุรัส จ.ชัยภูมิ

นายวรเชษฐ์ บุญปลอด กรรมการวิชาการ สมาคมดาราศาสตร์ไทย เขียนรายงานบนเว็บไซต์สมาคม (http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/planets/2012mars.html) ว่า ดาวอังคาร มีสีส้มอมชมพู จึงได้รับฉายา “ดาวเคราะห์สีแดง” หรือ “ดาวแดง” ไม่กะพริบแสงหรือกะพริบน้อย ๆ เป็นดาวที่มีแสงน้อย พื้นผิวสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่ดี การจะมองเห็นจึงต้องอาศัยช่วงโคจรตรงข้ามดวงอาทิตย์หรือมาใกล้โลก ราว 2 ปีครั้ง และคราวนี้ โคจรในกลุ่มดาวสิงโต มีดาวหัวใจสิงห์หรือดาวเรกูลัส (Regulus) เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุด ดาวอังคารอยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกของดาวหัวใจสิงห์

Posted in อยากเขียน | Tagged | Comments Off

กำเนิดของวันสตรีสากล ในวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี

ใกล้จะถึงวันวันสตรีสากลเป็นวันที่คนทั้งโลกให้ความสำคัญกับผู้หญิง จะจัดกิจกรรมเกี่ยวกับผู้หญิงเกิดขึ้นมากมายในทั่วเลย เลยต้องหาของมูลมานำเสนอซะหน่อย
เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ใช้แรงงานหญิงที่ถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบและการถูกเลือกปฏิบัติที่มีต่อชนชั้นแรงงาน จึงเป็นกำเนิดของวันสตรีสากล ดังนั้น ในวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ซึ่งองค์กรที่ทำงานด้านผู้หญิงหลายประเทศทั่วโลกได้มีการจัดงานวันสตรีสากลขึ้น เพื่อรำลึกถึงการต่อสู้ของกลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิง และเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล รวมทั้งการจัดกิจกรรมรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง หรือแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาที่ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

ความเป็นมา

ณ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรรมกรสตรีในโรงงานทอผ้าได้ลุกฮือขึ้นเดินขบวนประท้วงการเอาเปรียบ กดขี่ ขูดรีด ทารุณ จากนายจ้างที่เห็นผลผลิตสำคัญกว่าชีวิตคน ความเป็นอยู่ของแรงงานสตรีในเมืองชิคาโก ว่ากันว่าไม่ต่างอะไรจากทาสนิโกรในเงื้อมมือคนผิวขาว เพราะต้องทำงานวันละ 12-15 ชั่วโมง แต่ได้รับค่าแรงานเพียงน้อยนิดส่วนสตรีตั้งครรภ์มักถูกไล่ออก

ในที่สุดภายใต้การนำของ คลาร่า แซทคิน ผู้นำกรรมกรสตรีโรงงานทอผ้าชาวเยอรมันลุกฮือขึ้นสู้ด้วยการเดินขบวนนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 โดยเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานจากวันละ 12-15 ชั่วโมง ให้เหลือวันละ 8 ชัวโมงพร้อมทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการภายในโรงงาน และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย ในการเรียกร้องครั้งนี้ แม้จะมีหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสตรีทั้งโลก และส่งผลให้วิถีการผลิตแบบทุนนิยมเริ่มสั่นคลอน

แต่อย่างไรก็ตามอีก 3 ปีต่อมา คือ ในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ข้อเรียกร้องของเหล่าบรรดากรรมกรสตรีก็ประสบความสำเร็จ เมื่อตัวแทนสตรีจาก 18 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยม ครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์กที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี โดยให้ลดเวลาทำงานให้เหลือเพียงวันละ 8 ชั่วโมง ศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และกำหนดให้ค่าแรงงานสตรีเท่าเทียมกับค่าแรงงานชาย อีกทั้งยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

นอกจากนั้นในการประชุมครั้งนั้น ยังได้มีการรับรองข้อเสนอของ คลาร่า แซทคิน ด้วยการประกาศให้วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล

วันสตรีสากลในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2532 ได้มีการก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ดังนั้นวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล และระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนา

และจัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวันมหามงคล 12 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระองค์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเพื่อให้คนไทยได้มีอาชีพ และได้พระราชทานให้วันที่ 1 สิงหาคมเป็น “วันสตรีไทย” ของทุกปี เพื่อให้ผู้หญิงไทยมีโอกาสแสดงถึงความรู้ ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันสังคม และให้สามารถเทียบเท่าสตรีสากลของหลายประเทศที่เจริญแล้ว

ซึ่งทุกวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี จะมีการประกาศถึงเกียรติประวัติของสตรีชั้นแนวหน้าของโลกทั้งที่มีชีวิต และที่เสียชีวิตไปแล้ว เช่น เจ้าหญิงไดอาน่า แห่งอังกฤษ, แม่ชีเทเรซา แห่งประเทศอินเดีย, ประธานาธิบดี เมกาวลี แห่งอินโดนีเซีย และนางอองซานซูจี ของพม่าที่เรียกร้องประชาธิปไตยกับประเทศ ส่วนในประเทศไทยมีอยู่หลายท่าน เช่น คุณหญิงแพทย์หญิงพรทิพย์ โรจนาสุนันท์, คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ และคุณปวีณา หงสกุล ฯลฯ

วันสตรีไทยถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เพราะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงไทยออกมาทำกิจกรรมร่วมกัน จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันสตรีมีบทบาทมากขึ้น มีความสามารถทัดเทียมผู้ชาย เป็นที่ยอมรับจากสังคม จะเห็นได้จากหน่วยงานราชการและภาคเอกชนเริ่มมีสตรีเข้าไปเป็นหัวหน้างานมากขึ้น รวมถึงการเข้าไปมีบทบาทในการบริหารประเทศชาติ สตรีไทยในยุคปัจจุบัน จึงต้องเป็นสตรีที่มีความรู้ความสามารถครบถ้วนทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการบริหาร การจัดการ การเป็นแม่ที่ดีของลูก เป็นภรรยาที่ดีของสามี และเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี พร้อมทั้งต้องก้าวทันกับยุคสมัย เทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/วันสตรีสากล

Posted in อยากเขียน | Tagged | Comments Off

วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ.2555

เนื่องจากจะถึงวันมาฆบูชา ซึ่งปีนี้ ตรงกับวันที่ 7 มี.ค. พ.ศ.2555 (ในปี พ.ศ.2555 นี้ เป็นปีอธิกมาส คือ เป็นปีที่มีเดือน 8 สองครั้งตามปฏิทินจันทรคติของไทย จึงทำให้วันมาฆบูชาซึ่งปกติตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 เลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 4 ) เลยเอาประวัติความเป็นมามาให้อ่านกัน

วันมาฆบูชา (บาลี: มาฆปูชา; อังกฤษ: Magha Puja) เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธเถรวาทและวันหยุดราชการในประเทศไทย “มาฆบูชา” ย่อมาจาก “มาฆปูรณมีบูชา” หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย (มักอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือเดือนมีนาคม) ถ้าในปีใดมีเดือน อธิกมาส คือมีเดือน 8 สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน 3 หลัง (วันเพ็ญเดือน 4)

วันมาฆบูชา ได้รับการยกย่องเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีก่อน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ท่ามกลางที่ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพระพุทธศาสนา โดยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน 4 ประการ คือ พระสงฆ์สาวกที่มาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 รูปนั้นได้มาประชุมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย, พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง, พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6, และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญมาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ดังนั้นจึงมีคำเรียกวันนี้อีกคำหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4

เดิมนั้นไม่มีการประกอบพิธีมาฆบูชาในประเทศพุทธเถรวาท จนมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระองค์ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3 ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรมีการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธาเลื่อมใส จึงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชาขึ้น โดยการประกอบพระราชพิธีคงคล้ายกับวันวิสาขบูชา คือมีการบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ มีการพระราชทานจุดเทียนตามประทีปเป็นพุทธบูชาในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระอารามหลวงต่าง ๆ เป็นต้น โดยในช่วงแรกพิธีมาฆบูชาคงเป็นการพระราชพิธีภายใน ยังไม่แพร่หลายทั่วไป จนต่อมาความนิยมจัดพิธีมาฆบูชาจึงได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร

ปัจจุบันวันมาฆบูชาได้รับการประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยพุทธศาสนิกชนทั้งพระบรมวงศานุวงศ์[6] พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การตักบาตร การฟังพระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงประทานโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็นหลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้วันมาฆบูชา ให้เป็น “วันกตัญญูแห่งชาติ” เนื่องจากปัจจุบันสังคมไทยวัยรุ่นสาวมักจะเสียตัวในวันวาเลนไทน์หลายหน่วยงานจึงพยายามรณรงค์ให้วันมาฆบูชาเป็นวันแห่งความรัก (อันบริสุทธิ์) แทน

http://th.wikipedia.org/wiki/มาฆบูชา

Posted in อยากเขียน | Comments Off